Animation

Animation Review - Ratatouille

posted on 24 Jun 2007 15:12 by bemaniiidx  in Animation
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (June 22) ได้มีโอกาสไปดูหนัง Ratatouille รอบพิเศษ Friends & Family Screening ที่ Pixar Animation Studios ต้องขอขอบคุณพี่ keko มา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ



Ratatouille (Rat-A-Too-ee) เป็นผลงาน animation ลำดับที่ 8 ของ Pixar กำกับโดย Brad Bird เจ้าเก่า ที่เคยฝากผลงานยอดฮิต อย่าง The Incredibles มาแล้ว เรื่องราวก็อย่างที่เราได้เคยดู trailer กันมานานแล้ว เกี่ยวกับ เจ้าหนู Remy ที่มีความสามารถพิเศษในการทำอาหารระดับห้าดาว วันดีคืนดี Remy ก็ได้มาพบกับ Linguini พนักงานเก็บขยะในภัตตาคารชื่อดังร้านหนึ่งในปารีสของ chef Gusteau เมื่อ Linguini เห็นความสามารถของ Remy ทั้งคู่จึงเริ่มแผนการใหญ่ที่ไม่มีใครคาดคิดจะทำมาก่อน!!

ให้หนูมาทำอาหารระดับห้าดาวให้คนกินเนี่ยนะ !!!



เอาแค่ความคิดเกี่ยวกับ หนูสกปรกๆมาอยู่ในห้องครัวภัตตาคารระดับ 5 ดาว ก็เป็นเรื่องที่แสนจะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว การจะให้หนูตัวเล็กๆ มาทำอาหารให้คนตัวเบ้อเริ่มกิน ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ งานนี้ Pixar ตั้งโจทย์ ได้เขี้ยวสะใจใครหลายๆคนจริงๆ แต่เพราะมันยากที่จะเดาตอนจบแบบนี้นี่ล่ะ เราถึงได้อยากดูกัน...

~Spoiler Alert ~

Pixar ได้ตั้งประโยคเด็ดซึ่งเป็นข้อคิดที่ดีขึ้นมาให้กับเรื่องนี้ นั่นคือ "anyone can cook" นี่คือชื่อหนังสือของ chef Gusteau พ่อครัวที่เก่งที่สุดในปารีส ทว่าหลังจากเขาเสียชีวิต ภัตตาคารของเขากลับตกไปอยู่ในมือของ Skinner ลูกมือคนสนิทของ Gusteau
จากภัตตาคารระดับต้นๆในปารีสทุกอย่างกลับแย่ลง Skinner ไม่สนถึงคุณภาพของอาหาร แต่กลับสนใจแต่การทำ franchise ในชื่อ Gusteau ที่จะทำเงินเป็นกอบเป็นกำให้กับเค้า
นอกจาก Skinner แล้ว ยังมี Anton Ego นักวิจารณ์อาหารสุดโหด ที่ปากกาของเค้าสามารถกำหนดชะตากรรมของร้านอาหารแต่ละแห่งได้เลยทีเดียว



ในส่วนของเนื้อเรื่อง จุดอ่อนเล็กๆน้อยๆของบทหนังที่ชัดๆก็คือการที่เจ้าหนู Remy เข้าไปกู้วิกฤติให้กับร้าน Gusteau's โดยมี Linguini เป็นหุ่นเชิด เพราะ Linguini เดิมทีก็ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะอยากเป็น chef มือหนึ่งเสียเท่าไหร่ หลายๆอย่างที่ Linguini ทำไปก็เพราะสถานการณ์บีบบังคับเสียมากกว่า เป้าหมายของ Linguini จึงยังไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ในช่วงต้นเรื่อง แต่เมื่อความสัมพันธ์ของ Remy และ Linguini เริ่มพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เราำได้เห็นความพยายามของ Remy ที่จะพิสูจน์ให้หนูตัวอื่นๆเห็นว่าเขาสามารถทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ และตัวLinguini เองจากคนที่ทำอะไรก็ไม่เอาอ่าว เขาเริ่มเรียนรู้ว่าการจะประสบความสำเร็จในสิ่งใดๆก็ตามนั้น ต้องอาศัยการฝึกฝนและความพยายาม และ กล้าที่จะยอมรับว่าสุดท้ายแล้ว Remy ต่างหากที่มีความสามารถไม่ใช่ตัวเขาเอง



การดำเนินเรื่อง ช่วงต้นสนุกและมีจังหวะการเล่าเรื่องที่ดี เพียงแต่เมื่อถึงช่วงกลางเรื่อง เรารู้สึกว่ามีความพยายามที่จะใส่ sub-plot มากไปนิด ทำให้ main plot มีหลุดๆออกไปบ้างนิดๆหน่อยๆ แต่สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็กลับมาปะติดปะต่อกันได้อย่างลงตัว (จริงๆ ไม่คิดว่าตอนจบจะเป็นอะไรที่วุ่นวายและเถรตรงขนาดนี้ แต่การจบแบบนี้ก็ช่วยสร้างข้อคิดอะไรให้คนดูได้มากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะจุดพลิกผันของ Ego นักวิจารณ์อาหารที่ทำให้เราเห็นว่าตัวละครทุกตัวไม่ได้มีแต่สีขาวกับดำสนิทเท่านั้น)



ส่วนของ animation ส่วนตัวคิดว่าถ้าวิจารณ์จุกจิกมากไป กลัวว่าจะเป็นการฆ่าตัวตายซะมากกว่า เพราะตัวเองก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรเลย ^^;;
แน่นอนว่างาน animation ของ Pixar ถือได้ว่าเป็นสุดยอดของ 3D animation ในตอนนี้ก็ว่าได้ แค่เราได้เห็น trailer ก็อ้าปากค้างกันแล้ว Pixar ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการ animation ครั้งแล้วครั้งเล่า และคราวนี้ก็เช่นกัน ถ้า The Incredibles คือการโชว์ว่า animate คนที่ดีควรเป็นยังไง Ratatouille ก็คือการโชว์ว่า animate คนที่ดูแล้วสนุกเป็นยังไง!!
ตัวเจ้าหนู Remy เป็นจุดเด่นที่สุดของงาน animation ในหนังเรื่องนี้ ทั้งการเคลื่อนไหวที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนเป็นหนูจริงๆ (การเคลื่อนไหวที่พริ้วและเร็วเอามากๆ) และการยืนสองขาทำท่าทางตอบโต้กับหนูตัวอื่นๆเหมือนกับเป็นคนๆจริงๆ
อีกจุดที่โดดเด่นไม่แพ้กันก็คือตัว Linguini ที่มี Remy บังคับอยู่บนหัว หลายท่วงท่าอาจดูประหลาดๆ แต่กลับพริ้วและไม่ขัดหูขัดตาแต่อย่างใด หลายๆท่า ใช้แขนและมือเป็นจุดบังคับหลักของร่างกายซึ่ง animate ยากมากๆ แต่ animator ของ Pixar สามารถทำได้ m[_ _;]m (อยากรู้จังว่าเขาเขียน tool พิเศษสำหรับการ animate ของแบบนี้ำไว้ด้วยรึเปล่า)



งานภาพของหนังเรื่องนี้ก็มีความโดดเด่นไม่แพ้งาน animation เช่นกัน หนังมีการคุมสีที่นุ่มและสบายตา อีกทั้งยังรักษาเสน่ห์ของเมืองปารีสเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน สมกับที่ได้ไป research กันถึงสถานที่จริง (ดีไม่ดี สวยกว่าของจริงอีก) อาหารก็ถือเป็นพระเอกของหนังเรื่องนี้เช่นกัน อาหารแต่ละชนิดที่ปั้นใน 3D ใครจะคิดว่ามันจะิิออกมาน่ากินได้ขนาดนี้ (แต่ส่วนตัวมองอาหารฝรั่งเศสมันมีสไตล์การจัดที่เป็นเอกลักษณ์อยู่แล้ว ก็เลยไม่ยากเท่าไหร่ มาลองเจออาหารเขรอะๆตามข้างถนนของบ้านเราสิ คงสนุกกว่านี้ เหอๆ)

องค์ประกอบอย่างสุดท้ายที่ลืมไม่ได้นั่นก็คือเพลง (นอกจากภาษาอังกฤษสำเนียงฝรั่งเศสที่ฟังยากพอสมควร) เพลงในหนังเรื่องนี้มีส่วนสำคัญยิ่งในการสร้างบรรยากาศความคลาสสิคและโรแมนติกที่เมืองปารีสควรจะเป็น ถ้าใครที่ชอบหนังฝรั่งเศสเก่าๆ ก็น่าจะหลงเสน่ห์หนังเรื่องนี้ง่ายขึ้นด้วย

โดยรวม Ratatouille เป็นหนังการ์ตูนที่ให้ข้อคิดดีๆกับคนดูทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เหมือนกับเป็นจุดลงตัวระหว่าง finding nemo กับ the incredibles ถือเป็นอาหารจานใหม่ของ Pixar ที่เราก็รู้กันอยู่แล้วว่าสูตรเดิมๆมันรสชาติเป็นยังไง แต่เราก็ยังชอบที่จะมากินกันอยู่ดี

จุดเด่น
- หนังมีข้อคิดดีๆ ที่สามารถเข้าใจได้ง่ายทั้งเด็กและผุ้ใหญ่
- animation ที่ถือว่ายกระดับวงการ 3D animation ไปอีกก้าวนึง
- การรักษาคุณภาพงานและ reference เมืองปารีสที่มีเสน่ห์อย่างยิ่ง

จุดด้อย
- subplot บางส่วนที่ไม่จำเป็นต้องใส่ก็ไม่เสียหายอะไร
- จุดจบของตัวละครบางตัวยังไม่ค่อยเคลียร์
- เนื้อเรื่องบางจุดดูแล้วรู้สึกว่าคนเขียนบท พยายามฝืนให้เนื้อเรื่องไปในทางที่ถูกที่ควรมากเกินไปจน ไม่ค่อย make sense

คะแนน 9/10

ปล. รีบเข้าโรงก่อนหนังฉาย เพราะคุณจะได้ดู short film เรื่อง Lifted ซึ่งฮาสุดๆกันไปเลย



ปล.2 ได้ไปเหยียบ Pixar แล้ว !!! 555555 (บ้าเห่อจริงๆเลยตูู)





Animation Review : Arthur and the Invisibles

posted on 20 Jan 2007 20:30 by bemaniiidx  in Animation




Arthur and the Invisibles หรือในชื่อดั้งเดิมว่า Arthur and the Minimoys เป็นผลงานกำกับของ Luc Besson ผู้กำกับชื่อดังชาวฝรั่งเศสที่เคยฝากฝีมือไว้มากมาย เช่น La Femme Nikita, Leon : The Professional , The Fifth Element ,etc. ซึ่งมาคราวนี้ Besson ได้หยิบเอาวรรณกรรมเด็กที่เขาแต่งขึ้นเองมาสร้างในรูปแบบของภาพยนตร์กึ่ง live-action กึ่ง 3D animation ให้เราได้ชมกัน

หนังเล่าเรื่องราวการผจญภัยสุดตื่นเต้นของArthurเด็กชายจอมแก่นวัย 10 ขวบที่ค้นพบหนทางในการเข้าสู่อาณาจักรเร้นลับของชาวเผ่าMinimoys จากหนังสือที่คุณตาผู้หายสาปสูญไปกว่า 4 ปีทิ้งเอาไว้ให้ พร้อมกับปริศนาเพื่อตามหาทับทิมล้ำค่าในตำนาน ทันทีที่ได้ก้าวเข้าไปสู่โลกของอาณาจักรMinimoys ส่วนสูงของเขาก็หดเล็กลงเหลือเพียง 2 มิลลิเมตร เหมือนกับ ทุกคนที่นั่นเขาได้พบรักกับเจ้าหญิงSelenia การผจญภัยที่สุดสนุกและตื่นเต้นจึงได้เริ่มต้นขึ้น

* วิจารณ์ต่อไปนี้จะพูดเกี่ยวกับ animation เสียส่วนใหญ่ ผู้อ่านกรุณาทำใจ SPOILER ALERT*

ตัว Arthur นั่น รับบทโดย Freddie Highmore เด็กน้อยที่เคยฝากผลงานไว้กับเรื่อง Charlie and the Chocolate Factory และ Finding Neverland ซึ่งการแสดงของเขาในช่วงต้นเรื่องถือได้ว่าเข้าถึงบทบาทมาก
Freddie สามารถแสดงอารมณ์ของเด็กที่มีปมในใจที่เขาไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่ของเค้า และ ต้องมาอาศัยกับตายายได้อย่างยอดเยี่ยม (โดยเฉพาะฉากวันเกิด) ทำให้ต้นเรื่องของหนังทำให้เราสามารถเชื่อได้ว่า ทำไม Arthur ถึงมีแรงจูงใจจะตามหาตาของเค้าที่หายตัวไปในสวนหลังบ้านนานถึง 4 ปี และตามหาสมบัติล้ำค่าในอาณาจักร Minimoys จากบันทึกที่ตาของเค้าทิ้งไว้เท่านั้น

แต่หลังจากต้นเรื่องผ่านไป เข้าสู่ช่วงที่เป็น 3D animation เรื่องราว drama ที่ปูมาตั้งแต่ต้นก็ถูกทุบทิ้งซะอย่างงั้น ด้วยการใส่มุกตลกใน animation แบบไม่บันยะบันยัง โดยหลายมุกนั้น คาดไม่ถึงว่าผู้กำกับจะกล้าเล่นถึงขนาดนี้ บางมุกก็ขำแต่ออกมาแบบผิดที่ผิดเวลา ตัว Arthur ที่ Freddie สร้างเอาไว้เหมือนโดนเปลี่ยนตัวคนแสดง เพราะ Arthur ในส่วน animation นั้นดูจะไม่ค่อยมีความกังวลกับการตามหาตาหรือสมบัติเสียเท่าไหร่นัก (หรืออาจจะมัวตื่นตาตื่นใจกับอาณาจักร Minimoys อยู่ก็ไม่รู้)

3D Arthur กลายเป็นฮีโร่ในแบบสถานการณ์บังคับ ซึ่งก็สร้างเสียงหัวเราะให้กับเราได้เป็นครั้งคราว แต่ก็ทำให้เรารู้สึกด้วยว่าแรงจูงใจของ Arthur นั้นหายไปไหน? จนกระทั่งช่วงหลังที่หนังตัดกลับไปสู่ live-action เราถึงได้เห็นว่า Arthur คนเดิม ยังอยู่....แต่ช่วงหลังนั้น หนังตัดต่อกระชับมาก... มากจนคนดูตามเนื้อเรื่องไม่ทัน เหมือนคนตัดต่อทำชอตหายเลยต้องตัดข้ามๆ

ในส่วนของ production ถือได้ว่าเป็นจุดเด่นที่สุดของหนังเรื่องนี้ ทีม animation ของ Luc Besson สามารถจินตนาการภาพอาณาจักร Minimoys ออกมาได้สวยงามตระการตามาก อีกทั้งการ design character ก็โดดเด่นมากๆ (จริงๆแล้วตอนแรกที่เห็นตัวละครตามสื่อต่างๆ ต้องบอกตรงๆว่าค่อนข้างจะไม่ชอบ เพราะ proportion SD ดูประหลาดๆ แต่เมื่อได้เห็นมันเคลื่อนไหวบนจอหนังแล้วกลับรู้สึกว่าตัวละครดูดีกว่าที่เห็นในแบบภาพนิ่งมากทีเดียว)



ส่วนนึงที่ทำให้เราชอบ design ของหนังเรื่องนี้มากก็เพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างในหนังที่คล้ายกับ concept design ของเกมตระกูล Mana (seiken densetsu,secret of mana,legend of mana,children of mana,etc.) ของค่าย square-enix ที่เราชอบมากๆด้วย การได้ดูหนังเรื่องนี้ เหมือนกับว่าเห็นเกม legend of mana ถูกทำออกมาเป็นหนังก็ว่าได้

ในส่วนของ animation ซึ่งทำโดยทีมงานฝรั่งเศสทั้งหมด ใครที่คิดจะเอาเรื่องนี้ไปเทียบกับงานของ Pixar บอกก่อนเลยว่าอย่า เพราะสไตล์นั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง animation ในหนังเรื่องนี้ บอกได้เลยว่าวุ่นวายมากๆ ทุกชอตในหนังมีการขยับเขยื้อนอย่างต่อเนื่องแล้วเร็วมากโดยเฉพาะในส่วนของ lipsync ที่ปากขยับตามคำพูดทุกคำโดยไม่มีการ simplified เลย ทำให้หลังเราดูหนังจบ ตาเราล้ามากๆ ซึ่งในแง่ของ animation ถือว่าไม่ค่อยดี หนังควรจะมีช่วงนิ่งเป็นระยะเพื่อช่วยให้ตาเราได้พักบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม ในแง่ของ acting ของตัวละครแต่ละตัว ถือว่าสุดยอดมากๆ (โดยเฉพาะตัวหัวหน้าใหญ่ ที่แสดงท่าทางทะนงหยิ่งยะโสเชิงกวนๆออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมและท่าทางของเจ้าหญิงSelenia ที่ดูห้าวๆแต่ก็ยังคงเสน่ห์แบบผู้หญิงเอาไว้ได้) และฉาก action ที่รวดเร็ว ทีมงานฝรั่งเศสทีมนี้ถือว่ามีความสามารถในการเลือก acting choice และการลำดับท่าในฉาก action เร็วๆได้เป็นอย่างดี แต่กับชอตที่ตัวละครต้องนิ่งๆ หรือช้า กลับทำให้ดูเหมือนกระตุกๆเป็นช่วงๆ ไม่เป็นธรรมชาติ

ในส่วนของ visual และการ render ก็ถือว่าสุดยอด งานภาพของหนังเรื่องนี้จะเป็นแบบ hyper-realistic lighting กับ stylized environment ซึ่งก็ดูสวยและไม่ขัดตาแต่อย่างใด (เฉพาะบางฉากที่ตัวละครกระตุกทำให้เรานึกว่าฉากนั้นเป็น 3D หรือ stop-motion กันแน่) ฉากที่ตัดระหว่าง live-action กับ 3D animation ก็ถือว่าเนียนมากๆ โดยเฉพาะฉากจบที่ซูมจากหน้าต่างของจริงออกไปที่ต้นไม้ใหญ่ที่เป็น CG ซึ่งถือว่าเป็นฉากที่ยากมากๆ แต่ทีมนี้สามารถทำออกมาได้เนียนจนแทบจะแยกไม่ออกเลย

โดยรวม
จุดเด่น
- งาน design ในส่วน animation, acting และ ฉากaction ต่างๆ
- งานภาพที่สวยตระการตา โลก Minimoys ที่ ดึงดูดคนดูให้ชื่นชมไปกับภาพในจอหนังได้เรื่อยๆ
- มุกตลกที่ขนกันมาแบบเต็มคันรถให้ได้หัวเราะร่วนกันตลอดช่วงหนังส่วน 3D animation
- การ cast เสียงคนพากษ์ ที่เข้ากับ character ได้ดี

จุดด้อย
- animation บางช่วงที่กระตุกและ lipsync ที่ overact เกินไป
- การตัดต่อที่โดดเป็นช่วงๆ
- มุกตลกบางช่วงใส่เข้ามามากไปจนทำลายความต่อเนื่องของหนัง
- character ของ Arthur ที่ไม่ต่อเนื่อง เหมือนเป็นคนละคน

ให้คะแนน 8/10 เหมาะสำหรับเด็กๆที่ดูแล้วไม่คิดมาก หรือ ใครที่กำลังศึกษา animation อยู่ (โดยเฉพาะสาย animator,concept designer กับ lighting/render )