Games

ได้เวลา update แล้วสิ!! ได้เวลา update แล้วสิ!!

 

 

 


 

ผ่านมาได้ 5 วันแล้ว กับการวางจำหน่าย Resident Evil 5 โซน US  ก่อนหน้านี้เจ้าของบล๊อกพยายามอย่างมากที่จะไม่เข้าเวปบอร์ดเกมหรืออ่านสปอยด์จากไหน เพราะเกมมันออกที่เอเชียตั้งแต่วันที่ 5 แล้ว ตอนนี้หลายๆคนคงเล่นจบกันไปหลายรอบแล้ว เจ้าของบล๊อกก็จบไปสองรอบล่ะ โหมด Amateur กะ Normal ตอนนี้เก็บของเตรียมเล่น Veteran อยู่

เสียงตอบรับจากแฟนเกม มีทั้งชื่นชมและบ่นปนๆกันไป โดยส่วนนึงบ่นกับการบังคับในเกมบ้าง เนื้อเรื่องของเกมที่สั้นไปบ้าง หรือการเล่นแบบ co-op ที่ทำให้ความน่ากลัวลดลง ก็ว่ากันไป

เกริ่นซะยาว เด๋วจะกลายเป็นรีวิวไป เอาเป็นว่ามาเริ่มย้อนไปตั้งแต่คืนวันที่ 12 มี.ค. ดีกว่า

คืนวันที่ 12 มีอะไร? ทำไมต้องพูดถึง?


เพราะคืนวันที่ 12 ที่ Union Square , San Francisco ทาง Capcom ได้จับมือกับ Gamestop จัดงาน Resident Evil 5 Launch Party ขึ้น โดยได้จัดเป็นเต๊นท์ขึ้นมากลางลาน Union Square กันเลยทีเดียว

 

 

 

เป็นครั้งแรกที่ตัวเองได้ไปงานเปิดตัวเกมแบบนี้ ซึ่งจะจัดเฉพาะเกมดังๆ (ก่อนหน้านี้มีงาน Street Fighter IV แต่ไม่รู้รายละเอียดอะไรเลยว่าจัดที่ไหน เป้นอย่างไร)

งานนี้เลยกะไปเอาของฟรีเต็มที่ (ทำไมเป็นคนแบบนี้เนี่ย -_-;)

.

.

.

.

.

จะบ้ารึ !! ไม่ใช่เฟ้ย !! _|__|_ / / \[-"-\]  (แต่ก็มีส่วน.... เหอๆ)

 จริงๆแล้วอยากไปเจอทีมงานจากญี่ปุ่นต่างหาก  คิดว่าโอกาสแบบนี้มีน้อยมากๆ เลยไม่อยากพลาดชวนเพื่อนๆไปกัน (สรุปแล้วไปกัน 4 คน) วันนั้นพกกล้องไปด้วย กะถ่ายบรรยากาศงานเต็มที่ แต่พอถึงหน้างาน ถ่านเจ้ากรรมดันหมดซะงั้น ยังดีคนที่ไปด้วยก็พกกล้องมา เลยฝากถ่ายรูปในงานมาให้ (credit to น๊อธ)

ในงานมีการจับสลากแจกของ, ประกาศเกมใหม่จากทางทีมงาน, การแจกลายเซ็นและพบปะทีมผู้สร้างและนักแสดง motion capture ของเกม (คนที่มาในงานมี 4 คนคือ Reuben Langdon (Chris Redfield), Karen Dyer (Sheva Alomar), TJ Storm (Captain Josh Stone) และ Jim Sonzero (Cinematic Director)

ปล. เสียดายคนที่เล่นเป็น Excella ไม่มา ไม่งั้นคงเรียกเสียงฮือฮาจากแฟนเกมได้อีกเยอะ เพราะตัวจริงสวยมากๆ

 ภาพบรรยากาศในงาน

 

 
ส่วนกลางของเต๊นท์เป็นพื้นที่โล่งไว้รองรับคนที่เข้างาน
 
 
 
 
การแข่งประกวดเสียงกรี๊ด โดยให้คนที่สนใจเข้าไปยืนกรี๊ดใส่ไมค์ในห้องเก็บเสียงดำๆข้างหลัง ข้างนอกจะมีพนักงานยืนจดความดังของเสียงอยู่ (รู้สึกจะวัดเป็นเดซิเบล แต่ไม่แน่ใจ) คนชนะเกมนี้เป็นผู้หญิงเอเชีย ตอนขึ้นไปรับรางวัล พิธีกรให้ลองกรี๊ดอีกรอบเพื่อพิสูจน์ว่าใช่ตัวจริงป่าว พอสาวคนนั้นกรี๊ดใส่ไมค์เท่านั้นล่ะ หูอื้อกันไปตามๆกันทีเดียว เชื่อแล้วว่าตัวจริงเสียงจริงดังจริง -_-;
 
 
 
 
โต๊ะนี้ให้กรอกข้อมูลตัวเองหย่อนใส่กล่องเพื่อไปจับรางวัลบนเวที ส่วนหลอดบนโต๊ะที่เห็นนั้น ข้างในเป็น M&M โดยมีฉลากเขียนว่า Antidote อยู่ ส่วนรางวัลจับสลากคือเสื้ออเมริกันฟุตบอล RE5 limited โดยตัวเสื้อแปะชื่อ REDFIELD ไว้และมี logo RE5 เป็นเบอร์ข้างหลัง ส่วนตรงแขนเสื้อมีโลโก้ BSAA แปะอยู่ ทำออกมาได้กิ๊บเก๋ เหมาะเป็นของที่ระลึกมาก (เสียดายไม่ได้ถ่ายมา)
 
 
 

 
ตัวเต๊นท์ถูกฉายสปอตไลท์ โลโก้ RE5, Biohazard, Capcom, Gamestop ทำได้สวยเหมาะกับงานตอนกลางคืน
 
 
 
 
ทีมงานขึ้นมาแนะนำตัวพร้อมให้สัมภาษณ์เล็กน้อยและเปิดตัวเกมใหม่ ซึ่งก็คือ Biohazard : Dark Side Chronicle ซึ่งมีข่าวเปิดตัวก่อนหน้านี้มาแล้วที่ญี่ปุ่น
 
 
 
ทีมงานแจกลายเซ็น แถวยาวทีเดียว
 
 

 
ระหว่างที่บนเวทีว่างๆ ก็มีดีเจมาเปิดเพลง ออกแนว electro-tribal เหมาะกับเกมภาคนี้ซึ่งเรื่องราวเกิดขึ้นใน Africa
 
 
 
TJ Storm นักแสดง ที่รับบท Captain Josh Stone ให้สัมภาษณ์ในงาน
 
 
 
พื้นที่ส่วนทดลองเล่นเกม มีการเปิดเกมตัวเต็มให้เล่นกัน ทั้ง Xbox360 และ PS3 โดยคนที่จะเข้าส่่วนนี้ต้องโชว์ ID เพราะเกมเรท M ไม่เหมาะสำหรับเด็ก
 
 
และงานนี้ในเมื่อได้เจอทีมผู้สร้างทั้งทีเลยต้องขอถ่ายรูปคู่ซะหน่อย :P
 
 Jun Takeuchi ( Producer )
 
 
 
 Karen Dyer (Sheva Alomar)
 
 
 
TJ Storm (Captain Josh Stone) คนนี้ฮาที่สุดในงาน ดูแก entertain เก่งดี
 
 ส่วนของที่ได้กลับมาในงานคือ เสื้อ logo RE5 ที่แจกให้ทุกคนก่อนเข้างานส่วนใหญ่ก็เอาไปให้ทีมงาน+นักแสดงเซ็นกัน
 
 
 


 
 

 โดยรวมก็ถือเป็นงานที่กลางๆไม่ใหญ่มาก ทำให้ทีมงานและนักแสดงได้พบปะแฟนเกมอย่างทั่วถึง แต่แปลกใจที่งานนี้ไม่มีคนคอสเลย (เท่าที่เห็นมีแต่ซอมบี้ช่างกล้องคนเดียว) อาจจะเพราะว่างานนี้ประกาศจัดเพียงไม่ถึงอาทิตย์ก่อนวันจริง เหล่านักคอสเลยไม่มีเวลาเตรียมชุดเตรียมอุปกรณ์กัน
 
ปล.1 กลับมาจากงานคุยกะเพื่อนว่าน่าไปซื้อเกมมาขายคู่กะเสื้อลง eBay  อิอิ (ทำกำไรซะงั้น..)


ปล.2 ภาษาอังกฤษ ถ้าไม่ได้พูดนานๆ ทำให้คุณเงอะงะได้.. ช่วงที่เข้าไปคุยกับ คุณ Karen

Karen : Hi, you have a good time?
Me : yeah.. it's good, can I take picture with you? (ไม่เกริ่นใดๆทั้งสิ้น)
Keran : Oh, sure.
(ถ่ายรูป)
Me: Thank you, can't wait to play you in game.
Karen : (สะดุดเล็กน้อย) Oh, good good. Have fun playing me!!

.
.
.
.
.
ไม่แน่ใจว่าพูดอะไรผิืดรึเปล่า แต่รู้สึกเด๋อมาก -"-;

 

ปล.3 ขี้เกียจเขียนรีวิว เพราะป่านนี้เวปไหนๆก็เขียนกันหมดไส้หมดพุงแล้ว เลยไม่รู้จะเขียนอะไร เอาเป็นว่าเขียนแค่ความประทับใจหลังจากเล่นเกมล่ะกัน

ก่อนอื่นต้องขอชมว่า visual สวยมากๆๆ ทั้ง lighting, particle effect, water effect จากที่เพิ่งได้เล่น Killzone 2 ไป นึกว่าจะไม่มีเกมไหนเทียบเท่าได้แล้ว แต่ RE5 ทำให้ต้องคิดใหม่ engine MT Framework version นี้ รับรองเลยว่า Capcom คงใช้หากินได้อีกนานทีเดียว อีกอย่างที่ชื่นชมคือ production quarlity ที่้ทีมงานเคยพูดไว้ว่าจะทำให้ถึงระดับ Hollywood และก็ทำได้จริงๆ โดยเฉพาะ การตัดฉาก cinematic ที่ใ้ช้ทีมงานฝรั่งและดนตรีประกอบที่ไปอัดกันถึง Hollywood ทำให้ตอนที่ดู cut-scene เหมือนดูหนังเรื่องนึงไปเลย

อีกอย่างที่ชอบมากๆคือ character design คราวนี้ทีมงานออกแบบตัวละคนมาได้สวยมีบุึคลิกชัดเจนมาก (Square-Enix ดูไว้เป็นตัวอย่างซะนะ) ทั้ง Chris, Sheva, Excella, Irving ทุกคนมี character ชัดเจน ทั้งรูปลักษณ์และบุคลิก โมเดลในเกมก็ทำได้สวยมากๆ ทำให้รู้สึกว่าการสะสม figures ในเกมมันน่าดึงดูดขึ้นเยอะเลย

ส่วนเนื้อเรื่องก็กระชับและมี twist ในช่วงท้ายของเกม บางคนอาจจะบ่นว่าสั้นไป แต่เราว่ากำลังดี เรื่องราวในเกม เกิดขึ้นภายในเวลา 1-2 วัน โดยดำเนินเรื่องแบบข้ามวันข้ามคืนเหมือนหนัง Black Hawk Down ที่เป็น reference ให้กับเกม ตรงนี้ส่งผลดีให้เกมเป็นเหมือน action pack ที่ไม่มีช่วงไหนเลยที่ดำเนินเรื่องอืดอาดให้้รารู้สึกเบื่อ

animation ในเกม คราวนี้มาแบบ full motion-capture ทั้งตัวและหน้า (มีส่วนไหน animate มือมั่งเนี่ย ข้าพเจ้าใคร่รู้ กลัวตกงานนะเนี่ย -_-;) ในส่วนของ body animation ใช้ mo-capได้สมจริงไม่มีปัญหา แต่ความท้าทายของทีมงานคราวนี้น่าจะเป็น facial animation มากกว่า เพราะคราวนี้ใช้เทคนิคเดียวกะหนังอย่าง Beowulf ทำให้ facial animation สมจริงขึ้นมาก แต่ก็อาจจะยังดูขัดตาอยู่พอสมควรในบางชอต ตรงนี้ึึคงต้องหาวิธี rig หน้าที่เข้ากับ mo-cap กันต่อไป

ติดใจนิดเดียวที่ฉากจบสั้นไปหน่อย แต่เมื่อชั่งน่ำหนักข้อดีข้อเสียแล้ว Resident Evil 5 เป็นเกมระดับ Hollywood ที่คุ้มค่าราคา $60 เป็นอย่างยิ่ง

 

Emotional Crisis Core

posted on 18 May 2008 23:13 by bemaniiidx  in Games

เพิ่งเล่น Crisis Core : Final Fantasy VII จบเมื่อคืนก่อน ยอมรับว่าตอนแรกที่เล่น รู้สึกเฉยๆกับระบบและกราฟฟิคมาก (ยกเว้นพวก FMV ที่ยี่ห้อ Square Enix รับประกันคุณภาพอยู่แล้ว) แต่พอเล่นไปเรื่อย ก็ได้ซึมซับเนื้อเรื่องของเกมและเข้าใจที่มาที่ไปของตัวละครแต่ละตัวมากขึ้น  

 

 

จุดเด่นหลักๆของเกมคือตัวเอก Zack Fair นี่ล่ะ ตอนแรกที่เห็นใน FFVII รู้สึกว่าตัวละครนี้มันไม่มีบทบาทเท่าไหร่ มันสำคัญยังไงกับตัวเกม ในภาค Crisis Core นี่เอง ที่เราจะได้รู้จักและเห็นพัฒนาการของ Zack อย่างชัดเจน ตั้งแต่การไต่เต้าขึ้นเป็น  1st Class Soldier จนกระทั่งถึงจุดจบ....

.

.

.

ใช่แล้วล่ะ ใครที่เคยเล่น FFVII มาก่อน น่าจะรู้กันอยู่แล้วว่า Zack น่ะ ตายไปนานแล้ว ตอนเล่น CC ก็รู้อยู่แล้วว่ามันจะต้องตายตอนจบ แต่เกมวางพล๊อตมาดีมากๆ คือให้เราเล่นเป็น zack น่ะเอง มันเลยทำให้เราได้รู้สึกมีส่วนร่วมไปกับตัวละครและเนื้อเรื่องมากขึ้น จนตอนท้ายก็ทำร้ายจิตใจคนเล่นด้วยการฆ่าตัวละครนั้นทิ้งซะ T_T  

ใน FFVII เราน้ำตาซึมตอนที่เห็น Aerith โดนเสียบ ไม่คิดเลยว่าจะต้องมาเสียน้ำตาให้ Zack เช่นกัน T_T ทั้งที่ตอนแรกเราไม่ชอบบุคลิกของมันเลย เพราะมันขี้เก๊กแถมออกติงต๊องหน่อยๆด้วย แต่พอเล่นไปเรื่อยๆ ถึงได้เห็นว่า Zack เป็นคนที่รักพวกพ้องมาก และมีความใฝ่ฝันที่จะเป็นฮีโร่ให้ได้ (ถึงมันจะฝันแบบลมๆแล้งๆก็เหอะ แต่มันก็พยายามยึดมั่นในความฝันของมันมาตลอด) และด้วยความรักเพื่อนนี่เองที่ทำให้เรารู้สึกว่าการที่ Zack พยายามช่วยชีวิต Cloud ซึ่งในตอนนั้นเป็นเพียงแค่นายทหารคนนึง เป็นการกระทำที่สมเหตุสมผลแล้ว อาจจะเพราะว่าตลอดทั้งเรื่องก่อนหน้านั้น Zack ก็พยายามจะช่วยทั้ง Angeal และ Genesis แต่ก็ไม่สำเร็จ ดังนั้นการช่วยเหลือCloud อาจจะถือว่าเป็นการชดเชยก็ได้ เพราะสำหรับ Zack แล้ว Cloud ก็คือเพื่อนคนนึงเช่นกัน

 

 

ต้องชมคนเขียนบทเลยว่าปูเนื้อเรื่องและความสัมพันธ์ของ Zack และคนรอบๆตัวได้ดีมากๆ จนตอนท้ายที่เห็นZack สั่งลา cloud เป็นครั้งสุดท้าย มันกินใจและเศร้ามากๆที่รู้ว่าตัวละครดีๆแบบนี้จะต้องมาพบจุดจบที่เร็วเกินไป ทั้งๆที่มันยังมีอะไรต้องทำอีกตั้งเยอะ (Aerith ยังคอยแกอยู่ที่โบสถ์นะเฟ้ย T_T )

อีกอย่างที่ต้องชมคือเพลงประกอบที่แต่งและใส่มาได้อย่างถูกจังหวะและบีบอารมณ์เอามากๆ รวมถึงช่วงวาระสุดท้ายของ Zack ที่ให้คนเล่นได้บังคับตัว Zack สู้ในสภาพที่ไม่มีแรงแม้แต่จะเดินหรือเหวี่ยง Buster Sword ได้อีกแล้ว (จะทำร้ายจิตใจคนเล่นไปถึงไหนวะ T_T ) 

แต่สิ่งที่ชอบที่สุดในเกมคือเพลง Fulfilled Desire ในตอนขึ้น credit ที่เป็นการเอาเพลง theme เด่นๆหลายๆเพลงในภาค VII มา arrange ใหม่และใช้วงดนตรีออเคสตร้าบรรเลง พอเพลงนี้ขึ้นมา ทำเอาเราขนลุก น้ำตาร่วงเลย ภาพตอนที่เล่นภาค VII มันวิ่งเข้ามาในหัวทุกครั้งที่ theme เพลงแต่ล่ะท่อนขึ้นมา สุดยอดมากๆ ToT~~

ใครไม่เคยดูฉากจบที่เล่ามา หาดูได้ใน youtube ง่ายๆเลย

 




เพลง Fulfilled Desire



Zack ..... นายโคตรเท่เลยว่ะ T_T